บริษัท อรินแคร์ จำกัด (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “บริษัท”) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ภายใต้ชื่อ ArinCare (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “แพลตฟอร์ม”) และผู้ให้บริการสนับสนุนอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อการใช้บริการแพลตฟอร์ม (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “บริการ”) มีจุดประสงค์แจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวผู้ใช้บริการแก่ท่านผู้ใช้บริการ (“คุณ”) เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจแนวทางของบริษัทเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ และอธิบายสิทธิของคุณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงทางเลือกของคุณเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเมื่อใช้บริการของบริษัท
เมื่อเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์ม และ/หรือใช้บริการของบริษัท ไม่ว่าคุณจะได้ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มหรือไม่ก็ตาม บริษัทจะถือว่า คุณยืนยันแล้วว่าได้อ่านและเข้าใจนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้แล้ว
ทั้งนี้บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขเพิ่มเติมนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้เป็นครั้งคราวและได้ตลอดเวลา บริษัทจะแจ้งให้คุณทราบถึงการแก้ไขดังกล่าว โดยการเผยแพร่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ เมื่อมีการเผยแพร่นโยบายฉบับปรับปรุงแล้ว การใช้บริการและ/หรือเข้าใช้แพลตฟอร์มต่อไปของคุณจะบ่งชี้และแสดงให้เห็นว่า คุณยอมรับในนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับปรับปรุงแล้ว
หากคุณกดลิงก์ใด ๆ จากแพลตฟอร์มของบริษัทที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์การให้บริการของบุคคลอื่น โปรดทราบว่า การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ จะอยู่ภายใต้นโยบายความเป็นส่วนตัวที่แยกต่างหากและเป็นอิสระของบุคคลภายนอกผู้ให้บริการดังกล่าว ซึ่งบริษัทไม่สามารถให้การรับประกันหรือรับรองใดเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลภายนอกดังกล่าวได้
“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคล ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัย “ข้อมูลส่วนบุคคล” ภายใต้นโยบายฉบับนี้หมายความรวมถึง ข้อมูลส่วนบุคคลของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และ/หรือตัวแทนผู้ได้รับมอบหมายจากผู้ใช้บริการที่เป็นนิติบุคคล และ/หรือร้านค้าในการติดต่อประสานงานกับบริษัท หรือพนักงานอื่นใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้บริการของบริษัท (“ตัวแทน”) ด้วย ซึ่งหากเป็นกรณีที่คุณนำส่งข้อมูลส่วนบุคคลของตัวแทนให้แก่ บริษัท บริษัทจะถือว่า คุณได้ให้การรับประกันและรับรองแก่ บริษัทว่า คุณมีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายในการส่งต่อเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่บริษัท และบริษัทมีสิทธิในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตัวแทนได้โดยสอดคล้องกับนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้
บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณจากแหล่งที่มา ดังนี้
บริษัทจำเป็นต้องเก็บ รวบรวม ใช้ และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ดังต่อไปนี้
บริษัทจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่บริษัทเก็บรวบรวมเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ และโดยอ้างอิงความชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้:
6.1 ฐานการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา ซึ่งบริษัทมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ เพื่อการปฏิบัติหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่คุณอาจเรียกร้องให้บริษัทดำเนินการ หรือที่บริษัทรับประกันที่จะดำเนินการ ภาย ใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขการให้บริการของแพลตฟอร์ม บริษัทจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ เพื่อวัตถุประ สงค์ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงวัตถุประสงค์ ดังนี้
6.2 ฐานการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทมีภายใต้กฎหมาย หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตาม ซึ่งเพื่อการปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว บริษัทมีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ซึ่งรวมถึงการดำเนินกระบวนการในการจัดทำเอกสารด้านบัญชีและการชำระภาษี รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้กฎหมาย หรือกฎระเบียบย่อย คำสั่ง คำพิพากษา หรือคำสั่งของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
6.3 ฐานการประมวลผลเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งบริษัทอาจมีความจำเป็นต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณเพื่อบรรลุสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยที่บริษัทรับประกันไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพของคุณเกินสมควร ซึ่งการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว อาจรวมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อจุดประสงค์ ดังนี้
6.4 ฐานความยินยอม ซึ่งกรณีได้รับความยินยอมดังกล่าว บริษัทจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่คุณให้ความยินยอมนั้น ซึ่งอาจรวมถึงการติดต่อไปยังคุณเพื่อแจ้งประชาสัมพันธ์บริการที่คุณอาจสนใจของบริษัท เพื่อรับประกันว่า คุณจะได้รับการแจ้งข่าวสารที่ทันสมัยและเหมาะสมกับคุณตลอดเวลา
ในกรณีที่คุณไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ บริษัท เพื่อการประมวลผลตามวัตถุประสงค์ทั้งหมดที่ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ คุณอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์หรือเข้าถึงบริการและ/หรือแพลตฟอร์มบางส่วนของบริษัทได้ และในบางกรณี บริษัทอาจไม่สามารถรับการลงทะเบียนเปิดบัญชีผู้ใช้งาน หรือการสมัครเป็นลูกค้าของคุณ หรือไม่สามารถให้บริการ และ/หรือแพลตฟอร์มแก่คุณได้
บริษัทจะเก็บรวบรวม และเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไว้ตราบเท่าที่บริษัทมีความจำเป็นอันชอบด้วยกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลตามจุดประสงค์ที่มีฐานกฎหมายรองรับ ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ (โดยเฉพาะตลอดระยะ เวลาที่คุณยังคงมีฐานะเป็นผู้ใช้งานของแพลตฟอร์ม และ/หรือบริการอื่นของบริษัท) และเพื่อจุดประสงค์การก่อสิทธิและการใช้สิทธิในการฟ้องร้องต่อสู้คดี บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไว้ตลอดระยะเวลาแห่งอายุความสูงสุด 10 ปีนับจากวันที่เกิดธุรกรรมดังกล่าวขึ้นระหว่างคุณและบริษัท นอกจากนี้หากบริษัทมีหน้าที่ภายใต้กฎหมายที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของคุณไว้เป็นระยะเวลายาวนานกว่านั้น บริษัทย่อมมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไว้ตลอดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น
โดยหลักการแล้ว ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่ให้แก่บริษัทจะได้รับการเก็บเป็นความลับ แต่บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องเปิดเผยและส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลของคุณให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ดังนั้น บริษัทจะตรวจสอบและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งทางกายภาพ และทางเทคนิคที่ทันสมัยอยู่เสมอ เมื่อประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ เพื่อให้คุณมั่นใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณจะไม่สูญหาย ถูกทําลายโดยไม่ตั้งใจ ถูกนําไปใช้ในทางที่ผิด ถูกเปิดเผย และเข้าถึงโดยบุคคลทั่วไปที่ไม่มีอำนาจ
บริษัทเคารพสิทธิตามกฎหมายของคุณ ในฐานะเจ้าของข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณที่อยู่ในการควบคุมของบริษัท โดยคุณสามารถขอใช้สิทธิที่มีดังต่อไปนี้ได้ตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คุณสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับนโยบายฉบับนี้ หรือติดต่อเพื่อใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณได้ โดยบริษัทจะแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของคุณให้ทราบภายในระยะเวลาที่เหมาะสมตามกรอบกฎหมาย
หากคุณมีคำถาม ข้อสงสัย สามารถติดต่อ บริษัท อรินแคร์ จำกัด ที่เลขที่ 29 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี 22000 โดยแจ้งมายังเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ [email protected]
นิยาม ความลับผู้ป่วย คือข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยทุกอย่าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพหรือการรักษาพยาบาล เช่น การตรวจวินิจฉัยโรค อาการของโรค ยาที่ใช้รักษา และถ้าหากเป็นการเจ็บป่วยที่ไม่เป็นไปตามปกติหรือมีผู้กระทำ เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยไปแล้วอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความอับอายหรือถูกคุกคามชีวิต เช่น กรณีผู้ป่วยถูกข่มขืน ถูกทำร้ายร่างกาย หรือใช้ยาที่สังคมรังเกียจ เช่น ยารักษาโรคเรื้อน ยาวัณโรค ยาเอดส์ เป็นต้น ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ถือว่าเป็นความลับเฉพาะตัวของผู้ป่วยที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผู้ใดเปิดเผยโดยไม่มีสิทธิจึงอาจเป็นการกระทำผิดฐานเปิดเผยความลับได้
เวชระเบียน (medical record) หมายถึง เอกสารทางการแพทย์ที่รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ป่วย โดยเป็นประวัติเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาล ซึ่งบันทึกโดยแพทย์ และหรือผู้เกี่ยวข้องในการรักษาพยาบาล การบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วย ข้อมูลต่าง ๆ ในเอกสารนี้จึงเป็นความลับส่วนตัวของผู้ป่วยนั้น ๆ ที่ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้ไม่มีสิทธิตามกฎหมายจะล่วงละเมิดมิได้ ทางด้านกฎหมายก็มุ่งคุ้มครองข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลโดยให้ถือว่าเป็นความลับส่วนบุคคล ใครจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่เจ้าตัวเขายินยอมหรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยเท่านั้น ประวัติการใช้ยาและประวัติสุขภาพ (Patient Profiles) ที่บันทึกในร้านยาก็ถือได้ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของเวชระเบียนเช่นกัน
ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับของผู้ป่วย
ความผิดฐานเปิดเผยความลับผู้ป่วยมาตรา323 ตามประมวลกฎหมายอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับ 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
โดยเหตุที่ประกอบอาชีพแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช
หมอความ ทนายความหรือผู้สอบบัญชี หรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้น
แล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ในวรรคสองบัญญัติว่า “ผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก
เปิดเผยความลับของผู้อื่นอันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น
ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน”
ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ผู้รับบริการมาเปิดเผยให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพ
(รวมทั้งผู้ที่เป็นเจ้าพนักงาน เช่น บุคลากรด้านสาธารณสุข)
เพื่อหาวิธีแก้ไขเยียวยาปัญหาของตน เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ
ผู้รับบริการเปิดเผยให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทราบเท่านั้น
ไม่ประสงค์จะให้บุคคลที่สามรู้ข้อมูลนี้
หากผู้ประกอบวิชาชีพหรือเจ้าพนักงานนำไปเปิดเผยแล้วยังความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
(รวมทั้งผู้รับบริการนั้นด้วย)
ถือว่าเป็นการเปิดเผยความลับอันเนื่องจากการประกอบอาชีพ
จึงมีความผิดกฎหมายอาญามาตรานี้ได้
ผู้ประกอบวิชาชีพตามมาตรานี้ระบุชัดเจนรวมถึงทั้งผู้ที่เป็นเภสัชกร
เป็นคนจำหน่ายยาทั่วไปที่ไม่ใช่เภสัชกร และผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพ
(นักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ฝึกงานในร้านยานั่นเอง) นั้นด้วย จึงเห็นได้ว่า
ข้อมูลของลูกค้าที่มาซื้อยาถือเป็นความลับของผู้มารับบริการตามกฎหมายอาญานี้
ซึ่งก็น่าจะรวมไปถึง “ประวัติการใช้ยา หรือประวัติลูกค้า” ที่มีการบันทึกไว้ในร้านยาด้วย
เปิดเผยความลับด้านสุขภาพ
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 7 บัญญัติว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล
ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้
เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง
หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้”
มาตรา 49 บัญญัติว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้”
กฎหมายดังกล่าว
เห็นว่ามีเจตนามุ่งคุ้มครองข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลโดยให้ถือว่าเป็นความลับส่วนบุคคล
ใครจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้
เว้นแต่เจ้าตัวเขายินยอมหรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยเท่านั้น
สิทธิผู้ป่วยเกี่ยวกับความลับด้านสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขและสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ร่วมกันประกาศสิทธิของผู้ป่วย
เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2541 ข้อ 7 ว่า “ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเองจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด
เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย”
และข้อ 9 ว่า “ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ
ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น” จะเห็นได้ชัดว่า ตัวผู้ป่วยเองก็มีสิทธิเพียงรับทราบข้อมูลเฉพาะของตนเท่านั้น
หามีสิทธิล่วงรู้ถึงข้อมูลบุคคลอื่นไม่
เพราะอาจจะละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่นได้เช่นกัน
พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
“ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล
เช่น ประวัติสุขภาพ
และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย”
มาตรา 24 บัญญัติว่า “หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่น
โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้นมิได้
เว้นแต่เป็นการเปิดเผย
ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตนเพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น
ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน
การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตามต่อศาล
และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว”
มาตรา 25 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 14 และมาตรา 15
บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน
และเมื่อบุคคลนั้นมีคำขอเป็นหนังสือ
หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องให้บุคคลนั้นหรือผู้กระทำการแทนบุคคลนั้นได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสาร
ส่วนบุคคลส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น และให้นำมาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม
มาใช้บังคับโดยอนุโลม... ให้บุคคลตามที่กำหนดในกฎกระทรวงมีสิทธิดำเนินการตามมาตรา
23 มาตรา 24 และมาตรานี้แทนผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ
หรือเจ้าของข้อมูลที่ถึงแก่กรรมแล้วได้
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
มาตรา 99 (1) บัญญัติให้กรรมการสอบสวนให้มีอำนาจเรียกให้กระทรวง กรม ส่วนราชการ
หน่วยงานอื่นของรัฐ ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สอบสวน